เลี้ยงลูกอย่างไรให้ฉลาด แจ่มใส และเป็นสุข นายเเพทย์สิทธิวุฒิ ฟูตระกูล
ปรารถนาของพ่อแม่แต่ละท่านต่างคาดหวังในบุตรต่างกันไป บ้างขอเพียงมือเท้าครบปราศจากความพิการ สุขภาพเเข็งเเรง บ้างขอรูปงาม ฉลาดเฉลียว แต่มีไม่น้อยเลยที่ไขว่คว้าหาความสมบูรณ์แบบ ซึ่งความสมบูรณ์แบบนั้นไม่มีอยู่จริง...
ปราถนาที่เป็นไปได้มากสุดคือ ให้ลูกน้อยของคุณพ่อคุณแม่ฉลาด เเจ่มใสและเป็นสุข...
ความฉลาดในที่นี้มิได้หมายถึง สติปัญญาสูงหรือไอคิวสูง แต่ความฉลาดหมายถึง อุดมด้วยทักษะของชีวิตเพื่อพาตัวเองให้รอดและพัฒนาชีวิตตนเองได้อย่างต่อเนื่อง
ความแจ่มใส หมายถึง ความสดชื่น ตื่น ระลึกรู้อยู่ตลอด รู้โลกตามที่เป็นจริง
ความสุข ยากเหลือเกินที่จะสรรหาคำนิยาม แต่เข้าใจได้ง่ายๆคือ ความพอ ... พอดี พอประมาณ พอแล้วและพอเพียง
เด็กเลี้ยงง่ายหรือเลี้ยงยากขึ้นอยู่กับพื้นฐานทางอารมณ์ พื้นฐานทางอารมณ์ คือ ความเเตกต่างระหว่างเด็กแต่ละคนที่แสดงออกตอบสนองต่อสภาวะเเวดล้อม ซึ่งสัมพันธ์กับคุณภาพการตั้งครรภ์ คุณภาพการคลอดและพันธุกรรม สำคัญที่สุดคือ ทัศนคติและการเลี้ยงดู
พื้นฐานทางอารมณ์ของทารกวัย 2 เดือนเเรกเเบ่งง่ายๆได้เป็น 3 แบบ โดยจำเเนกจากการเคลื่อนไหว จังหวะของร่างกาย การตอบสนองต่อสิ่งเร้า ความสนใจ ความคงที่เป็นต้น
- เด็กเลี้ยงง่าย พบมากสุดประมาณร้อยละ 50 ปรับตัวเร็วกินง่ายเข้านอนตรงเวลา
- เด็กปรับตัวช้า หรือเด็กขี้อาย ประมาณร้อยละ 30 ต้องการเวลาในการปรับตัว
- เด็กเลี้ยงยาก พบร้อยละ20 การทำงานของร่างกายไม่สม่ำเสมอตอบสนองต่อสิ่งเร้าด้วยวิธีการถอยหนี ปรับตัวยากอารมณ์เสียการแสดงออกไม่คงที่
ลักษณะพื้นอารมณ์ของเด็ก
ความเข้าใจเรื่องพื้นอารมณ์ทำให้เรารู้จักตนเองและผู้อื่น ทำความเข้าใจตัวเราลูกของเราและคนรอบข้าง ลักษณะพื้นอารมณ์แต่ละเเบบต่างมีจุดเด่นและจุดด้อยในตัวเอง ความเข้าใจนี้จะทำให้เรายอมรับในจุดแข็งและจุดอ่อนของเราและคนอื่นได้ดีขึ้น
- Choleric( เกรี้ยวกราด ) ตัวสั้น ป้อม กล้ามเนื้อเเน่น ผิวกายอุ่นฉุนเฉียว ชอบสั่ง บงการ เสียงดัง เคลื่อนไหวรวดเร็ว เป็นนักปฏิบัติ ผู้สร้าง ผู้ริเริ่ม เป็นผู้นำ
- Melancholic (ครองทุกข์ )ไม่สดใส ดูเหนื่อยหมดเเรง ไม่ค่อยมีใครอยากเล่นด้วย ทำอะไรซ้ำๆ กลัวการเปลี่ยนแปลง ช่างคิด ทานข้าวนาน ชอบอะไรซ้ำๆทำสิ่งใดทำจนเสร็จ เก็บเรียบร้อย ชอบทำงานตนเอง กลัวการเปลี่ยนแปลง ชอบฝันซ้ำๆ เหมาะกับนักปราชญ์ นักวิทยาศาสตร์
- Phlegmatic (อดได้รอได้)ผอม สูง หน้าซีด เดินลากขา มองพื้น มีลักษณะ เงียบเฉย เศร้า ไม่เป็นจุดเด่น สุขภาพดี ไม่เล่นซน ใจเย็น ไม่คบใคร ไม่ไว้ใจใคร ไม่มั่นใจตัวเอง ชอบช่วยครูและคนรอบข้าง
- Sanguine( มีชีวิตชีวา) รูปร่างดี เหมือนผีเสื้อ ร่าเริง แจ่มใส ตื่นเต้นตลอด มองโลกในแง่ดี มีเสน่ห์ เปลี่ยนความสนใจเร็ว ชอบกิจกรรม เหมาะกับงานเจรจาประชาสัมพันธ์
เด็กทุกคนจะมีพื้นอารมณ์ทั้ง 4 ในตัวเอง แต่จะเริ่มปรากฏชัดเมื่ออายุ 7 ปี และจะเเจ่มชัดขึ้นจนเป็นตัวตนเป็นบุคลิกภาพเมื่อหมดระยะวัยรุ่น ดังนั้นการปรับแก้จุดด้อยบางอย่างถ้าทำในวัยเด็กจะเเก้ไขเปลี่ยนเเปลงได้ง่ายกว่านิสัยนั้นฝังแน่นเกินความเคยชินจนเป็นบุคลิกภาพไปแล้ว
บุคลิกภาพหรือลักษณะของคนเราจำแนกได้ง่ายๆเป็น 9 ลักษณะ หรือเรียกว่า นพลักษณ์(Enneagram) ลักษณ์นี้เป็นเพียงสิ่งสะท้อนให้เห็นภาพรวมของบุคลิกที่สอดคล้องใกล้เคียงกับลักษณ์นั้นๆ
ประโยชน์ที่เราจะได้นอกจากเข้าใจตนเองและคนรอบข้างแล้ว เรายังสามารถเสริมสร้างจุดเด่นและพัฒนาข้อด้อยของตนและคนใกล้ชิดได้ ในที่นี้ขอเพียงเเนะนำเป็นแนวทางเพื่อต่อยอดความสนใจเท่านั้น
ไม่ว่าลูกของคุณจะมีพื้นอารมณ์แบบใด ปัญหาจากการเลี้ยงดูมีเพียง 2แบบ คือ ไม่ให้ลูกมากเกินไปก็ให้ลูกน้อยเกินไป...
- ตั้ม: "พ่อครับตั้มอยากได้รถเบนซ์อะครับพ่อ"
- พ่อ: "ดีหรือลูก ...ลูกเพิ่งจะขอโรเล๊กซ์พ่อไปเองนะ"
- ตั้ม: "งั้นถ้าตั้มสอบเข้ามหาลัยได้พ่อต้องให้ตั้มนะครับ"............. 6 เดือนต่อมา ตั้มสอบเข้ามหาลัยเปิดแห่งหนึ่งได้
- ตั้ม: "พ่อครับ.. ไหนรถเบนซ์ของตั้มอะครับ พ่อสัญญาแล้วนะ ไม่รู้ล่ะ"
- พ่อ: " พ่อปรึกษากับแม่แล้ว เราจะยังไม่ซื้อรถให้ลูกนะ แต่พ่อกับแม่จะซื้อคอนโดให้แทนแล้วกันนะ...."
- .........
- ........
- ..........
- ลูก 3 : "แม่ครับ... เล็กอยากได้จักรยานครับ"
- แม่: "ทำไมอยากได้จ๊ะ? " ..."เล็กยังขี่ไม่เป็นเลยนะลูก"
- ลูก 2: "ดีครับแม่...นันท์ก็อยากได้ครับแม่"
- ลูก 3: "เพื่อนคนอื่นเค้าก็มีจักรยานกันนะครับแม่"
- ลูก 1: ยิ้มๆมองดูน้องๆและแม่
- แม่: "ได้ลูก ...ได้ เอาอย่างนี้ดีมั๊ยจ๊ะ เมื่อลูกอยากได้ลูกก็ต้องเก็บเงินค่าขนมไว้สิ หยอดกระป๋องวันละเหรียญ ได้มากค่อยเอาไปซื้อจักรยาน"
แล้ว...จะเลี้ยงอย่างไรดี?
- Role model(แบบอย่าง) แบบอย่างหรือต้นแบบที่เรารักเราศรัทธาจะเป็นแรงบันดาลใจให้เราประพฤติปฏิบัติตามเป็นแบบอย่าง ตัวอย่างเช่น พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ นอกจากพระองค์ท่านทรงมีคุณูปการเป็นล้นพ้นประมาณเเล้ว พระองค์ท่านทรงเป็นเสาแห่งศรัทธาให้เราตั้งใจมั่น ยึดพระองค์เป็นพ่อเเบบของการทำความดี หรือสมเด็จพระศรีนครินทร์ฯ พระองค์ทรงเป็นตัวอย่างแม่พิมพ์ของการเลี้ยงลูกที่วิเศษสุดเท่าที่โลกเคยมีก็ว่าได้
- Style(รูปแบบ)ตอนนี้หลายๆ ประเทศต่างสนใจและให้การยอมรับวิธีการเลี้ยงลูก แบบวัฒนธรรมญี่ปุ่นโดย เน้นให้ลูกมีวินัย มีความรับผิดชอบ มีความมุ่งมั่นพัฒนาตนเองให้ความสำคัญประโยชน์ส่วนรวมมาก่อนประโยชน์ส่วนตน และยังคงยึดมั่นในขนบธรรมเนียมดั้งเดิม มอบหมายให้ลูกทำงานเล็กๆ น้อยๆ
"ชิจิดะ โก" อีกหนึ่งคุณพ่อชาวญี่ปุ่นที่ชื่อของเขาเริ่มเป็นที่คุ้นหูในเมืองไทย กับตำแหน่งประธานสถาบัน Shichida Educational Institute และแนวทางการฝึกสมองทั้งสองด้านของลูกตั้งแต่ยังเป็นทารกโดยคุณโกได้เผยถึง 5 จุดเด่นที่เห็นได้ชัดของชาวญี่ปุ่น และเทคนิคในการฝึกลูกเอาไว้ดังนี้
- เลี้ยงลูกให้ใกล้ชิดกับธรรมชาติ นิยมอยู่นอกเมืองไม่อยากให้ลูกถูกบริโภคโดยวัตถุนิยม รักและเคารพธรรมชาติ
- สร้างจิตสาธารณะ ปลูกจิตสำนึกให้เห็นประโยชน์ส่วนรวมมากกว่าประโยชน์ส่วนตน ตย. เช่น การเข้าคิว ช่วยกิจกรรมชุมชน การทิ้งขยะ
- ตรงต่อเวลา ปลูกฝังให้เด็กเห็นคุณค่าของเวลา
- ไม่ปกป้องลูก พ่อแม่ที่ดีไม่เพิกเฉยต่อการกระทำผิดของลูก
- ให้กำลังใจ " การให้กำลังใจยิ่งใหญ่เสมอ" เดงกิรุ ..."เจ้าต้องทำได้"...
กำลังใจเป็นอาหารวิเศษอย่างหนึ่งทำให้คนธรรมดากลายเป็นยอดมนุษย์ได้
- Knowledge (ความรู้) รู้และเข้าใจในจิตวิทยาพัฒนาการของเด็กอีกนิดจะทำให้การเลี้ยงลูกง่ายขึ้นอีกเยอะ
ทารกขวบปีเเรกมีภาระกิจสำคัญคือ เรียนรู้ที่จะวางใจสิ่งแวดล้อม (trust) วิธีการสร้างให้ลูกไว้ใจสิ่งเเวดล้อมทำได้ง่ายๆด้วยการอุ้มกอด ให้นม เล่นด้วย รับรู้และ เรียนรู้อารมณ์ของลูก โดยผ่านการละเล่น การนวดตัว ชวนคุย ร้องเพลง และอ่านหนังสือนิทานเป็นต้น ทารกจะรู้จักหัวนมเต้านมทรวงอก หัวใจแม่ เสียงคุย กลิ่น โครงหน้า ทารกจะเรียนรู้มากขึ้นเรื่อยๆจนรู้แล้วว่านี่เเหละคือ คุณแม่ เกิดการปรากฏของคุณเเม่ รับรู้ว่า...คุณแม่มีจริงๆ
การเลี้ยงดูที่อบอุ่น มั่นคง สม่ำเสมอต่อเนื่อง (continuous) และคงเส้นคงวา (consistency) จะช่วยให้ทารกวางใจสิ่งแวดล้อม ทารกที่วางใจสิ่งแวดล้อมก็สามารถก้าวข้ามกระบวนการพัฒนาลำดับต่อๆไปได้
คุณแม่จะเริ่มมีจริงเมื่อทารกอายุได้ประมาณ 6เดือน และชัดขึ้นเรื่อยๆจนชัดเจนมากเมื่อ 3 ขวบหลังจากนี้เด็กจะเกิดความผูกพันหรือสายสัมพันธ์เรียกว่า attachment
พัฒนาการจะเกิดเป็นลำดับค่อยเป็นค่อยไป ช้าๆมั่นคง ต่อเนื่อง เด็กน้อยก็จะห่างออกจากคุณแม่ไกลขึ้นๆ สายสัมพันธ์ของคุณแม่และลูกจะเหนียวเเน่นมั่นคง สายสัมพันธ์เป็นตัวกำหนดพฤติกรรมของเด็กๆ ไม่ว่าจะทำอะไรจะคิดถึงพ่อแม่เสมอ บ้านที่มีสายสัมพันธ์แข็งเเรงเด็กก็ว่านอนสอนง่าย รู้ฟัง รู้คิด
เด็กจะพัฒนาตัวตน(self) ของตนเองขึ้นมา ตอนนี้ประมาณ 3 ขวบแล้ว เด็กจะเริ่มแยกตัวออกจากคุณแม่ผ่านกระบวนการถ่ายโอนไปอยู่ที่ "หมีเน่า กะ หมอนเหม็น "สักระยะ เมื่อตัวตนมั่นคงชัดเจนขึ้นจึงแยกตัวออกจากหมีเน่าได้ กลายเป็น"พระเอกตัวน้อย"
การมีตัวตนนี้สำคัญมาก เด็กจะรักตัวเอง รักเห็นอกเห็นใจผู้อื่น ก็อยู่ที่พัฒนาการและผลลัพธ์ของการมีตัวตนนี้ เด็กที่ไม่มีตัวตน ก็จะไม่รักตัวเองเพราะสัมผัสไม่ได้ถึงการมีอยู่ของตัวตน ตัวตนก็ว่างเปล่า เดียวดาย ไม่อยู่กะร่องกะรอย ขาดเพื่อน หนีเรียน ปรับตัวยาก ใช้ชีวิตสุ่มเสี่ยง
ในช่วง2-3 ขวบเป็นช่วงระยะเวลาที่เรียกว่า Autonomy แปลให้เข้าใจง่ายๆก็คือ "หนูทำได้ " หนูน้อยจะพบว่ากลั้นและเบ่งอุจจาระได้ ทานข้าวได้เอง ความเป็นตัวตนก็จะค่อยๆปรากฏ เด็กๆจะรู้จักการควบคุมบงการวัตถุผู้คนรอบข้าง เด็กๆค้นพบว่าเค้าสามารถจะทำหรือไม่ทำก็ได้ ดังนั้นในระยะนี้คุณพ่อคุณแม่ต้องอบรมสั่งสอนไม่เพิกเฉยละเลยต่อการกระทำของลูกๆ
เด็กเล็กต้องฝึกทานข้าวบนโต๊ะพร้อมกับคุณพ่อคุณแม่ ช่วยเหลือตนเองบ้างแต่หลังจากขวบครึ่งควรต้องทานด้วยตนเองในระยะเวลาที่กำหนด ทานเสร็จจึงไปเล่นต่อได้ หากไม่ทานหมดเวลาแล้วต้องเก็บ
เราควรฝึกความรับผิดชอบให้ลูกโดยการมอบหมายงานเล็กๆน้อยให้ลูกเริ่มจากทำข้าวหกต้องเก็บ หยิบจานช้อนของตัวเอง เก็บของใช้ของเล่น เก็บผ้า โยนผ้าลงตะกร้า เช็ดโต๊ะ รดน้ำต้นไม้ กวาดบ้าน
การฝึกทำงานบ้านช่วยพัฒนาทักษะ การวางแผน การควบคุมตนเอง รู้ว่าเราทำได้ ตัวตนจะมั่นคงเเข็งเเรงยิ่งขึ้น
การฝึกหนูน้อยมีวิธีง่ายๆเพียง 4 ขั้นตอน
- ทำให้ดู
- จับมือทำ
- ช่วยกันทำ
- ทำด้วยตนเอง
ความมหัศจรรย์คือ หนูน้อยชอบเล่นทำงานบ้าน เด็กๆอยากเล่นกับคุณ คุณพ่อคุณแม่ต้องฉกฉวยโอกาสนี้เพื่อพัฒนาตัวตน สานสร้างสายสัมพันธ์และพัฒนาทักษะการทำงาน เพราะอีกไม่กี่ปีเค้าจะเบื่ออิดออด โยเยเมื่อเรามอบหมายงานในความรับผิดชอบให้เค้าทำ ซึ่งก็เป็นเรื่องดีเพราะเราจะได้ฝึกความอดทนอดกลั้นที่จะทำงานน่าเบื่อให้สำเร็จ
งานวิจัยชิ้นหนึ่งชื่อว่า Child Discipline in Japan : an Important Part of Parenting Where Parents Pass on Their Children เขียนโดย Nobuko;2012.ทำการทดสอบทางการอ่าน เขียน และคำศัพท์ของเด็กญี่ปุ่น จีนและเกาหลีใต้ในระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 พบว่าปัจจัยที่มีผลต่อผลการเรียนของเด็กคือ การถูกจัดสรรหน้าที่ในการทำงานบ้าน สำหรับฐานะทางการเงิน การเตรียมความพร้อมก่อนเรียนและการกวดวิชามีผลน้อยมาก
การเล่น
การเล่นในแต่ละช่วงวัยมีความหลากหลายต่างกัน เด็กๆไม่ได้ต้องการของเล่นมากมาย ไม่ได้ต้องการสีสารพัดสี เด็กต้องการเพียงคุณและเวลาของคุณ ต้องการอย่างมากๆ เล่นอะไรก็ได้ไม่สนใจ ไร้รูปแบบ ทุกสิ่งรอบตัวเค้าสามารถนำมาใช้เป็นองค์ประกอบเป็นอุปกรณ์การเล่นได้หมด
เด็กเล็กพัฒนาความสามารถทางภาษาได้อย่างมหัศจรรย์โดยผ่านการเล่นสมมุติ (role play) เช่น เล่นเป็นหมอ พยาบาล ทหาร แม่ครัวเป็นต้นเด็กจะพัฒนาทั้งภาษากายและภาษาพูด
การอ่านหนังสือ
คุณพ่อคุณแม่ควรอ่านหนังสือให้ลูกฟังควรสามารถทำได้ตั้งแต่ทารกอยู่ในท้องโดยการอ่านหนังสือนิทานตั้งใจว่าเรากำลังอ่านให้ลูก ชวนลูกฟังนิทาน หลังคลอดก็อาจจะอ่านให้ฟังก่อนนอนไปทุกคืนๆ คุณพ่อคุณแม่ไม่ควรคาดหวังว่ากำลังทำให้ลูกฉลาดด้วยการอ่านหนังสือ จริงๆแล้วเราเพียงปลูกฝังอุปนิสัยรักการอ่านแต่สิ่งสำคัญเป็นผลพลอยได้จากการอ่านคือ ทำให้บทบาทความเป็นพ่อเเม่เเจ่มชัดในความรู้สึกของเด็กๆ ถักทอสายสัมพันธ์ให้เเน่นเหนียวเเข็งเเรง และหล่อหลอมตัวตนของเด็กให้เข้มเเข็งมั่นคง
ในช่วงวัย 3 - 5 ขวบ อิริคสันเรียกวัยนี้ว่า Initiation หมายถึง วัยแห่งการริเริ่ม เป็นวัยที่อุดมด้วยจินตนาการความสนุกสนาน มีพลังเเห่งความคิดสร้างสรรค์ หนูน้อยจะซน ซนเป็นลิงเลยทีเดียวเชียว จะบอกจะห้ามไม่ได้ ในช่วงวัยนี้เราจะให้เธอเล่น เล่นอย่างอิสระ เล่นมันเข้าไป เล่นให้เต็มที่ มหัศจรรย์ของการเล่นทำให้ความคิดเป็นอิสระ พัฒนาการวางแผนการจัดการ และการแก้ปัญหา สร้างผังแผนที่ทางความคิด สรรสร้างจินตนาการอันบรรเจิด ฝึกสมาธิจดจ่อกับภารกิจตรงหน้า ทดลองกับของจริง คาดหวังเล็งเห็นผลลัพธ์ เรียนรู้เข้าใจสัมผัสความสุขจากธรรมชาติ เสริมสร้างพัฒนาการกล้ามเนื้อมัดใหญ่เเละเล็ก และมีสุขภาพแข็งเเรง
มหัศจรรย์ของการเล่น
ทำให้ความคิดเป็นอิสระ พัฒนาการวางแผนการจัดการ และการแก้ปัญหา สร้างผังแผนที่ทางความคิด สรรสร้างจินตนาการอันบรรเจิด ฝึกสมาธิจดจ่อกับภารกิจตรงหน้า ทดลองกับของจริง คาดหวังเล็งเห็นผลลัพธ์ เรียนรู้เข้าใจสัมผัสความสุขจากธรรมชาติ เสริมสร้างพัฒนาการกล้ามเนื้อมัดใหญ่เเละเล็ก และมีสุขภาพแข็งเเรง
การเล่นกีฬา
การเล่นกีฬาเป็นสิ่งที่สำคัญและจำเป็นอย่างยิ่ง กีฬาเสริมสร้างสมรรถนะทางกาย ร่างกายสมบูรณ์แข็งแรง ภูมิคุ้มกันดี บุคลิกภาพชวนมอง
การเล่นกีฬาเป็นการฝึกสมาธิ เสริมสร้างตัวตน ความภาคภูมิใจใตตัวตน ความอดทน และความฉลาดทางอารมณ์
เด็กๆควรฝึกเล่นกีฬาตั้งเเต่เล็ก เล่นให้เป็น เเละเล่นได้ดี ความสำเร็จของลูกจักเป็นจริงได้ต้องอาศัยความเพียร ความอดทนและวินัยของคุณพ่อคุณแม่...
การเล่นดนตรี
นอกจากสุนทรียะแล้ว ดนตรีมีผลต่อการพัฒนาทางสมองอารมณ์ สังคม ร่างกายและจิตใจ
ดนตรีช่วยพัฒนาทักษะด้านต่างๆเช่น ทักษะทางคณิตศาสตร์ ทักษะทางวิทยาศาสตร์ ทักษะทางภาษาพัฒนาความคิดสร้างสรรค์
ศิลปะ
ศิลปะพัฒนาทักษะของร่างกายฝึกการทำงานของสมองผ่านระบบการคิด การสร้างสรรค์ มีการเจริญเชื่อมต่อของใยประสาทและข่ายงานระบบประสาท ศิลปะต้องมีการหยิบจับประดิษฐ์ประดอย บางชิ้นงานต้องการความประณีต ละเอียดละออก็จะเป็นพัฒนากล้ามเนื้อมัดเล็ก
ศิลปะฝึกให้เป็นคนช่างสังเกต สร้างสรรค์ ปรับปรุง พัฒนาผลงาน
การทำงานทางศิลปะเป็นการฝึกสมาธิ เด็กๆจะคุ้นเคยกับความสงบ เกิดความภาคภูมิใจ พัฒนาตัวตนภายใน
ศาสนา วัฒนธรรม ประเพณี
ศาสนา วัฒนธรรม ประเพณี นอกจากมีกรอบรูปแบบวิธีปฏิบัติเพื่อให้คนอยู่รวมกันได้อย่างสงบและเป็นสุขแล้วยังพัฒนาคุณค่าภายในจิตใจมนุษย์ ทำให้เรามีความรู้สึกสำคัญมีที่มา มีรากเหง้า มีหลักยึด มีความภาคภูมิใจในตัวตน เกิดความรู้สึกเห็นถึงคุณค่าภายในตนและพัฒนาไปสู่ศีลธรรม จริยธรรม
ความรักตนเองเห็นใจตนเองจะพัฒนาก่อเกิดเป็นความสุขภายในเมื่อเด็กๆได้ฝึกหัดการช่วยเหลือผู้อื่น ฝึกการแบ่งปัน การให้เผื่อแผ่ไปให้คนอื่น เพื่อนที่อยู่ข้างๆ เด็กๆจะค่อยๆเรียนรู้และซึมซับสัมผัสความสุขที่กลับมาปรากฏในใจตน จนเกิดเป็นความเคยชินที่มีจิตสาธารณะ เด็กๆจะเป็นคนใจกว้าง มีความสุขเป็นอาหารหล่อเลี้ยงใจอยู่ตลอด มองเห็นประโยชน์ส่วนรวมไม่ยึดถือประโยชน์ส่วนตน
ก่อนจะพ้นวัยรุ่นเด็กทุกคนต้องฝึกทักษะที่สำคัญมาก สองประการ
เด็กที่มีวินัยจะควบคุมตนเอง ระงับความอยากความเย้ายวนภายในจิตใจของตนเองได้ นั่นเป็นผลพลอยได้จากการพัฒนาความเข้มแข็งของตัวตน ภาคภูมิใจตัวตน (selfesteem) เด็กจะสามารถระงับยับยั้งตนเองไม่ชักนำตัวเองเข้าสู่วิกฤต หากประสบปัญหาเด็กๆจะหยุด พิจารณาใช้ทักษะประสบการณ์ที่เพาะบ่มเป็นญานเป็นปัญญาพาตัวเองให้หลุดรอดไปได้
เวลาวิกฤตในการสร้างสายสัมพันธ์และตัวตนของหนูน้อยมีช่วงเวลาอยู่เพียงเเรกเกิดถึง 3 ขวบ หากสายสัมพันธ์เปราะบางตัวตนปวกเปียก หนูน้อยจะอยู่ยาก ไม่มั่นคง ไม่รู้จักตนเอง ไม่เห็นคุณค่าของตัวเอง ช่วงเวลา3ปีแรกจึงเป็นช่วงเวลาทองคำ ในการสรรสร้างมนุษย์ที่สมบูรณ์ทั้งกายใจ หากจะรอฝากความหวังไว้ที่โรงเรียน ให้วิเศษเลอเลิศเพียงใดก็สายไปเสียแล้ว
ความคาดหวังของพ่อแม่เป็นเรื่องธรรมดา แต่ไม่อยากให้บังคับลูกมากจนเกินไป เพราะถ้าบังคับกดดันยัดเยียดเด็กจะรู้สึกถึงภาระหนักอึ้งอัดเต็มหัวใจเต็มกระโหลก วันหนึ่งเขาอาจจะปฏิเสธและสำรอกความรักของคุณออกมาได้ ควรทำไปอย่างเป็นธรรมชาติ ค่อยเป็นค่อยไป เริ่มเลยตั้งแต่วินาทีนี้ เด็กก็เปรียบเหมือนกับฟองน้ำพร้อมอยู่ตลอดที่จะดูดซับความรู้ ขอเพียงความสม่ำเสมอ เพียรพยายาม ผิดบ้างถูกบ้าง ค่อยๆเรียนรู้ เรียนเหมือนเล่น เล่นเหมือนเรียน เด็กๆจะ ไม่รู้สึกกดดันเลย นั่นเเหละจึงเป็นการพร้อมจะพัฒนาศักยภาพที่มีอยู่ในตัวตนอย่างเต็มกำลัง เกิดการเรียนรู้พัฒนาเป็นทักษะชีวิต แถมพกเผื่อแผ่ไปยังสังคมและเพื่อนร่วมโลกใบนี้ด้วย
ขอบคุณครับ
สื่อความรู้นี้ใช้สำหรับประกอบการบรรยายอบรมทางวิชาการ เท่านั้น